แสง หิ่งห้อยกะพริบบนยอดไม้เหมือนคนนำดวงไฟเล็กๆ ประดับประดาไว้ เจ้าของแสงวิบๆ นั้นทุกตัว ต่างรู้ดีว่าวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึงแล้วช่วงเวลาน้อยนิด ที่เหลืออยู่ต้องสานฝันสุดท้าย คือสืบพันธุ์ก่อนตาย แสง นั้นสร้างความตื่นตาตื่นใจต่อผู้พบเห็น ทำให้เกิดธุรกิจพาชมหิ่งห้อยขึ้นมา แล้วเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ประกอบการรุ่งเรือง แต่หิ่งห้อยกลับแสงริบหรี่ลง "หิ่งห้อยแม่กลองเหมือนละครใกล้ปิดฉาก แล้ว ถึงขั้นจะสูญพันธุ์เลย คุณลองคิดดู เมื่อสองปีก่อนจากวัดช่องลมเรื่อยไปประมาณ 3 กิโลเมตรเต็มไปด้วยแสงหิ่งห้อย ปากคลองอยู่ตรงไหน แหลมอยู่ตรงไหน เราอาศัยแสงหิ่งห้อยนำทางได้" เสียงบอกเล่าของ ปรีชา เจี๊ยบหยู ผู้นำชุมชนบ้านแหลมลมทวน ตำบลบ้านปรก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม จุด ชมหิ่งห้อยจากระยะทาง 3 กิโลเมตร เหลือเพียง "4 จุด คือบ้านตาชื้น คลองตาหนัว บ้านป้าหวิน และ บ้านยายนก เดิมมีที่บ้านยายเสริมจุดหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ป่าถูกนำไปใช้ประโยชน์แล้ว" ปรีชาบอกจุดชมหิ่งห้อยที่พอจะเห็นได้บ้างในปัจจุบัน จำนวน หิ่งห้อยที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ปรีชาบอกว่า เกิดจากผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา ตลิ่งพังเพราะคลื่นเรือเครื่องนักท่องเที่ยวซัดสาดซ้ำๆ ติดต่อกันประมาณวันละ 3-4 ชั่วโมง
เมื่อตลิ่งพังวงจรชีวิตของหิ่งห้อยก็ล่มสลายไปด้วย วงจรมัน เริ่มจากวางไข่ริมตลิ่ง ทั้งบนใบพืชริมน้ำและริมตลิ่งที่ชื้นแฉะใช้เวลาฟักระยะหนึ่ง แล้วเกิดเป็นตัวหนอน เป็นตัวดักแด้ ก่อนจะมาเป็นตัวหิ่งห้อยส่องแสงวาบวับๆ อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ "พอตลิ่งพัง ต้นกกล้ม กอหญ้าริมน้ำหายไป ก็ไม่มีแนวปะทะคลื่น คลื่นตีขึ้นพื้นกวาดทุกอย่างลงไปหมด ทำให้สัตว์น้ำชายฝั่งไม่มีที่อนุบาลตัวอ่อน และไม่มีอาหาร สัตว์มันอยู่ไม่ได้" ปรีชายืนยันว่า ตลิ่งพังเพราะคลื่นน้ำที่เกิดจากเรือเครื่อง ย้อน ไปเมื่อปี พ.ศ.2548 เริ่มมีเรือเครื่องชมหิ่งห้อย โดยชมตั้งแต่แหลมบางกะพ้อม แหลมวัดแก้วฟ้า แหลมวัดแม่น้ำ แหลมวัดท้ายหาด เรื่อยมาจนถึงแหลมลมทวน ทุกแหลมนักท่องเที่ยวไม่ผิดหวัง หลังปากต่อปากบอกกันไป เรือเครื่องจากคืนละ 20 ลำ ในปี พ.ศ. 2548 จึงเพิ่มเป็นคืนละประมาณ 100 ลำ ในปี พ.ศ.2550 จำนวน เรือเพิ่มขึ้น คลื่นจากเรือเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว นอกจากทำให้ ตลิ่งพัง ระบบวงจรชีวิตหิ่งห้อยถูกกระทบอย่างแรง และยังกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้านอีกด้วย ชาวบ้านริมน้ำ ตั้งแต่ 19.00-22.00 น. นอนไม่ได้ เพราะเสียงเครื่องเรือคำรามหนวกหูชาวบ้านแหลมลมทวนจึงรวมตัวกันเพื่อหาทาง แก้ไข "ชาวบ้านมีวิธีการแก้ไข อย่างจะเอาหนังสติ๊กยิงคนขับเรือ เอาอุจจาระใส่ถุงขว้างลงเรือ และตัดต้นลำพูทิ้ง แค่หนังสติ๊กยิงเป้กนี่โดนแล้ว หรือถ้าเอาอุจจาระขว้างตูมลงไป มันก็จะเหม็นไปทั้งลำ แต่ผมว่ามันไม่ใช่ มันไม่ถูกต้อง และไม่ควรทำ" ปรีชาบอก เมื่อเห็นว่าไม่ควรทำ ก็หาทางออกใหม่ นั่นคือ ให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาช่วยดู เมื่อมาดูเสร็จก็วางกฎเกณฑ์ออกมาบรรเทาความเดือดร้อน แต่กฎเกณฑ์ เหล่านั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆของชาวเรือเครื่องเลย ทำให้ชาวแหลมลมทวนรวมตัวกันไปร้องถึงหน้ารัฐสภา แต่ ก็ได้แต่มีการประชุม ปรึกษาหาทางออกร่วมกันเท่านั้น การปฏิบัติยังคงเหมือนเดิม แถมยังถูกมองว่าทำข้ามขั้นตอน ผ่านพ่อบ้านพ่อเมืองสมุทรสงครามไป
"ผมขอถามหน่อยเถอะ เมื่อขั้นบันไดที่ใช้ไม่ได้แล้ว เราจะไปเหยียบให้พังทำไม เราต้องก้าวข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้ถึงบ้านเราใช่ไหม" เรือ เครื่องนับ 100 ลำที่พานักท่องเที่ยวคำรามเหนือน่านน้ำแม่กลอง มาจากที่ต่างๆคือ จากรีสอร์ตต่างๆ ในแม่กลอง มาจากตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา และส่วนหนึ่งมาจากดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี "พวกมาจากรี สอร์ตไม่ค่อยมีปัญหา เพราะอยู่ในพื้นที่ วิ่งเที่ยวเดียวไม่ต้องเร่งทำรอบเหมือนที่มาจากที่อื่นๆ พวกนี้เย็นจะมารอแล้ว เมื่อดูเสร็จจะรีบกลับไปรับคนรอบที่สอง" ปรีชา ยืนยันว่า โดยธรรมชาติหิ่งห้อยจะอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง คลองเล็กๆเข้าสวนชาวบ้านจะไม่มีหิ่งห้อยอาศัยอยู่ แต่เดี๋ยวนี้มีหิ่งห้อยหนีเข้าไปอาศัยอยู่ "อย่างข้างบ้านผมเมื่อก่อนไม่เคยมี แต่เดี่ยวนี้เข้าไปเกาะบนต้นไม้ ถึงสามต้น" แม้แม่กลองจะมีคลองเล็กๆ เกือบ 400 คลอง แต่หิ่งห้อยไปอาศัยอยู่ไม่ได้ เพราะว่า "พื้นสวนกับสภาพชายเลนมันต่างกันมาก พื้นสวนมันแห้งแต่ป่าชายเลนมีความชื้นสูง หิ่งห้อยอยู่ในที่มีความชื้นสูง ปลอดภัยจากสารพิษควันพิษ และเสียงรบกวน" เพราะผล กระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านย่านแหลมลมทวน หมู่ที่ 6, 7 และ 8 ตำบลบ้านปรกรวมตัวกันทำโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนบ้านลมทวนขึ้น มีการจัดหาเรือพายมารองรับนักท่องเที่ยว โดยให้ท่าน้ำวัดช่องลม ตำบลบ้านปรก อำเภอเมืองเป็นจุดลงเรือ ชุมชน บ้านลมทวนมีเรือพายกว่า 40 ลำ รองรับนักท่องเที่ยวได้กว่า 300 คน เปิดให้บริการเรือพายนักท่องเที่ยวทุกวัน ค่าโดยสารคิดเป็นรายตัว คนละ 100 บาท เวลาลงเรือเที่ยวชมหิ่งห้อยประมาณ 19.30 น. ใช้เวลาเที่ยวชมประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง
เรือ แต่ละลำ มีฝีพายซึ่งเป็นคนพื้นที่ 2 คน คนหนึ่งพายหัว อีกคนหนึ่งพายท้าย เรือลำหนึ่งให้นั่งเพียง 8 คน และต้องสวมเสื้อชูชีพที่จัดให้
สำหรับ ฝีพาย นอกจากเป็นเจ้าของพื้นที่ ไม่ต้องห่วงเรื่องความเชี่ยวชาญในการพายเรือแล้ว ยังได้รับการอบรมเรื่องมารยาท และบางคนคุยอีกด้วย ระหว่างการชม หิ่งห้อย ถ้าเกิดปวดท้อง สามารถบอกฝีพายได้ทันที บ้านริมแม่น้ำเกือบทุกหลังฝีพายรู้จักมักคุ้น ส่งเข้าไปใช้บริการได้สบายๆ "มีหลายครั้งคนขอขึ้นไปดูละครตอนจบ เราก็ให้ เพราะเราไม่ได้เร่งร้อนอะไร" ปรีชาบอก และว่า "เรือพายเราเป็นมิตรกับธรรมชาติ ไม่ใช่เรือเครื่องมีอยู่ครั้งหนึ่ง เสือกหัวเรือเข้าไปหน้าบ้านเขา ตะโกนขอให้เจ้าของบ้านปิดไฟ จะดูหิ่งห้อย"
เรือ พาย "ถ้าเป็นเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนหิ่งห้อยมาก จะให้ บริการได้ถึงสองเที่ยว ในช่วงเดือนเมษายนถึงตุลาคม นอกจากดูหิ่งห้อยแล้ว เราปรับเปลี่ยนมาเที่ยวกลางวัน จัดการแข่งแรลลี่เรือพาย โดยจะเอาอาชีพชาวบ้านเป็นเกณฑ์ เช่น แข่งขันห่อข้าวต้มมัด แข่งขันเย็บจักร เย็บกระทง เคี่ยวน้ำตาลมะพร้าว หาต้นโกงกางยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เราไม่อยากแข่งขันเพื่อเอาคะแนน แต่ต้องการให้เห็นตัวตนชาวบ้าน" หัวหน้าชุมชนบ้านลมทวนบอก สำหรับ ประสบการณ์ลงเรือพายดูหิ่งห้อย อาจารย์ศิริอร วิชชาวุธ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกหลังจากลงเรือว่า แรกๆ นึกกลัว แต่ เมื่อดูจำนวนคนต่อเรือ 1 ลำ เสื้อชูชีพ และฝีพายที่เป็นคนพื้นที่ก็เกิดความมั่นใจ "การต่อสู้เรื่องเรือ เครื่องทำลายชายฝั่ง ชุมชนเขาน่าจะทำให้ชัดเจนกว่านี้ ส่วนเรือพายต้องทำให้เป็นที่นิยมให้ได้เพราะมีข้อดีคือได้สัมผัสบรรยากาศได้ รู้ทิศทางลม และได้ศึกษาธรรมชาติไปด้วย" เพื่อความอยู่รอดของหิ่งห้อย และความสงบงามของวิถีชีวิตคนแม่กลองสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงครามให้คติว่า " ความไม่ยั่งยืนมันอยู่ต่อหน้าต่อตาเราแล้ว แต่เราจะมองมันหรือเปล่า ถ้าเราทำมาหากินรุนแรงอย่างนี้ มันไม่ยั่งยืน ถ้าเราปรานีปราศรัยกับมัน เราต้องทำแบบชุมชน ให้ชุมชนดูแลตัวเองได้ และต้องมองภาพเดียวกันคือความพอเพียง ไม่อย่างนั้นมันจะเสื่อม" สำหรับหิ่งห้อยแม่กลอง คงไม่ได้อยู่ในขั้นเสื่อมเท่านั้น แต่ อยู่ในขั้นจะสูญพันธุ์แล้ว. |